ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5



คำแนะนำในการปฏิบัติตัวและดูแลสุขภาพในสถานการณ์ปัญหาหมอกควัน

และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

 

          ขณะนี้ภาวะหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เริ่มเป็นปัญหาเหมือนเช่นทุกปี ปัญหาเกิดจากการเผาป่าหรือการเผาไหม้ของสิ่งอื่นใดในบริเวณกว้างที่ทำให้เกิดควันจำนวนมาก และแพร่ขยายไปทั่ว ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีหมอกควันอาจสูดหายใจเอาควันเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว และอาจได้รับอันตรายจากหมอกควันเหล่านี้ เนื่องจากในหมอกควันประกอบไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารมลพิษและเขม่าควันที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพได้

ผลกระทบต่อสุขภาพ

          ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเราได้นั้น คือ ฝุ่นที่นักวิชาการเรียกว่า PM10 (พีเอ็ม 10) และ PM 2.5 (พีเอ็ม 2.5) ฝุ่น PM10 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน หรือมีขนาดเท่ากับ1 ใน 20 ของเส้นผม มีขนาดเล็กมากจนเรามองไม่เห็น ส่วนฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กกว่า PM10 และเมื่อหายใจที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้เข้าไปในร่างกาย จะเข้าถึงถุงลมในปอดได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของปอดลดลง การแลกเปลี่ยนอากาศน้อยลง ส่งผลให้หายใจสั้นและหัวใจทำงานหนักมากขึ้นเพื่อทดแทนปริมาณการแลกเปลี่ยนก๊าซที่ลดลง ยิ่งผู้ที่มีปัญหาของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ จะยิ่งมีผลกระทบมากขึ้น นอกจากนั้นฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ ยังเป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆ โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นปอด ตับ และไต ถ้าเป็นฝุ่นละอองที่เป็นอนุภาคของกรด เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เมื่อเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ อนุภาคของกรดจะรวมกับความชื้นในระบบทางเดินหายใจ กลายเป็นซัลเฟตและกลายเป็นกรดซัลฟุริคที่เป็นสารกัดกร่อน ก่อให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ และลดความสามารถของร่างกายในการจัดการเชื้อแบคทีเรีย ทาให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญฝุ่นละอองเหล่านี้ทาให้เกิดโรคร้ายอย่างมะเร็งได้

          นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่า หญิงมีครรภ์ ที่ได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกในครรภ์ได้ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางรก ส่งผลให้ทารกเมื่อเกิดมามีน้ำหนักน้อยผิดปกติ และอาจมีผลกระทบต่อพัฒนาการและระบบสมองของลูกได้

สรุปอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อระบบทางเดินหายใจ

1. อาจทำให้มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก จนถึงการอักเสบของไซนัส เจ็บคอ ไอแบบมีเสมหะ มีไข้ หรืออาจมีอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือหายใจมีเสียงดังหวีดเนื่องจากการหดตัวของหลอดลม เป็นต้น

2. ปอดเป็นพังผืดจากการระคายเคืองเรื้อรัง (Pneumoconiosis)

3. โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว เมื่อเกิดโรคหลอดลมอักเสบหรือปอดบวม จะซ้ำเติมให้การทำงานของหัวใจแย่ลง จนเกิดหัวใจวายได้

4. ผลการวิจัย (อ้างอิงจาก EPA) พบว่าหากร่างกายได้รับการสัมผัส PM2.5 ปริมาณมากและสัมผัสเป็นระยะเวลานาน มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน มีผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก (เช่น หอบหืด) มีผลต่อน้ำหนักเด็กแรกเกิดที่ลดลง และตายก่อนวัยอันควร

5. มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีส่วนผสมของสารบางอย่าง เช่น Arsenic, Nickel Chromate, Poly aromatic hydrocarbon (PAH) และสารกัมมันตรังสี เมื่อสัมผัสกับเนื้อปอด อาจทำให้เป็นมะเร็งปอดได้ และถ้าสารดังกล่าวมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ จะไปสู่อวัยวะต่างๆ นอกปอด และอาจทำให้อวัยวะเหล่านั้นเกิดมะเร็งได้เช่นกัน

ข้อแนะนำสำหรับการดูแลป้องกันสุขภาพเมื่อเกิดควันไฟหรือหมอกควัน มีดังนี้

การดูแลตนเอง

1. ติดตามสถานการณ์มลพิษอยู่เสมอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และหลีกเลี่ยงสถานที่มีควันไฟหรือหมอกควัน

2. รักษาความสะอาดโดยใช้น้ำสะอาดกลั้วคอ แล้วบ้วนทิ้งวันละ ๓ – ๔ ครั้ง

3. งดเว้นการสูบบุหรี่ และงดกิจกรรมการเผาที่จะเพิ่มปัญหาควันมากขึ้น

4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งและการทำงานหนักที่ต้องออกแรงมากในบริเวณที่มีหมอกควัน

5. กรณีที่จำเป็นต้องอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่น ควัน ควรใช้หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก หรือใช้ผ้าที่ทำจากฝ้ายหรือลินินนำมาทบกันหลายชั้นคาดปากและจมูกแทนหน้ากาก และควรใช้น้ำพรมที่ผ้าดังกล่าวให้เปียกหมาดๆ เพื่อช่วยซับกรองและป้องกันฝุ่นละอองได้ดีขึ้น และควรเปลี่ยนใหม่หากหน้ากากสกปรกหรือเริ่มรู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวก

6. หากสูดดมและอยู่ในบริเวณที่มีหมอกควัน เมื่อมีอาการผิดปกติของระบบหายใจและการมองเห็น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การดูแลคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง

1. ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและหมั่นสังเกตอาการผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก คนชรา ผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด ภูมิแพ้ และโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด หากพบอาการผิดปกติให้รีบนำตัวส่งสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อรับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

2. ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจ เด็ก หญิงตั้งครรภ์และคนชรา ให้พักผ่อนอยู่ในบ้าน รวมทั้งควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม

การดูแลบ้านเรือน

1. หากที่พักอาศัยไม่มีระบบระบายอากาศหรือระบบปรับอากาศ (คือการถ่ายเทอากาศ เข้า–ออก ในอาคาร) ต้องปิดประตูหน้าต่างไม่ให้ควันไฟหรือหมอกควันเข้ามาในอาคาร แต่หากมีระบบปรับอากาศหรือระบบกรองอากาศจากภายนอกเข้าสู่อาคารควรเปลี่ยนหรือหมั่นล้างระบบกรองอากาศเป็นประจำ

2. การเปิดพัดลมในอาคารบ้านพัก ควรเป่าลงกระทบผิวน้ำก่อน จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้

3. งดการรองรับน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคชั่วคราว แต่ถ้าหากจำเป็นต้องรองน้ำ ควรรองน้ำไว้ใช้ในช่วงเวลาที่มั่นใจว่าน้ำฝนชะล้างสารมลพิษทางอากาศ ในบรรยากาศหมดไปแล้ว

การดูแลชุมชน

1. ช่วยกันดูแล ไม่ให้เผาขยะ เศษใบไม้ กิ่งไม้ หญ้าทุกชนิด หรือสิ่งใดที่ทำให้เกิดควันไฟหรือหมอกควันมากยิ่งขึ้น

2. ดับเครื่องยนต์ของยานพาหนะทุกชนิดทุกครั้งเมื่อจอด

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยานพาหนะที่เป็นเครื่องยนต์หรือใช้ในกรณีจำเป็น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในลดมลพิษทางอากาศ

 

ติดตามข้อมูลและสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ที่ :

กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย http://hia.anamai.moph.go.th/main.php?filename=hia_surveillance_north

และ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

 

นางกาญจน์ฑภัส  กาใจ

กลุ่มงานสุขศึกษา โรงพยาบาลแพร่

5 กุมภาพันธ์ 2562

 





ติดประกาศวันที่ :: 05 กุมภาพันธ์ 2562 ถึง 25 เมษายน 2562    โดย ::     หน่วยงาน ::

ไฟล์เอกสาร :: ดาวน์โหลด

ไฟล์เอกสาร :: ดาวน์โหลด


หน่วยงานภายในโรงพยาบาลแพร่

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558-2562 พัฒนาโดย งานระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์ กลุ่มงานสารสนเทศทางการแพทย์
โรงพยาบาลแพร่ 144 ถ.ช่อแฮ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ 54000
โทรศัพท์ 0-5453-3500 (อัตโนมัติ), โทรสาร 0-5451-1096
E-mail : webmaster_phos@hotmail.com

สถิติผู้เยี่ยมชม
» 49 วันนี้    » 382 เมื่อวาน    » 6,481 เดือนนี้    » 9,432 เดือนที่แล้ว
» 20,480 ปีนี้    » 0 ปีที่แล้ว    » 20,480 ทั้งหมด
Record: 49 (22/05/2562)