ตกลง สรุปว่าไง? กินอาหาร กล่อมโฟม เป็น-ไม่เป็นมะเร็ง



ตกลง..สรุปว่าไงกินอาหาร'กล่องโฟม'เป็น-ไม่เป็นมะเร็ง
          กินอาหารที่บรรจุใส่กล่องโฟม อาจมีความเสี่ยง ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพราะภาชนะโฟมผลิตจาก สารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพ
          นั่นคือความเชื่อตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะทั้งนักวิชาการด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หรือแม้แต่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ยืนยันข้อมูลตรงกันถึงความเสี่ยงดังกล่าว
          ดังเช่นที่ นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 5 เมษายน 2559 ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ขอความร่วมมือดำเนินการตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า จากการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จรูป หรืออาหารตามสั่ง ส่วนใหญ่นิยมใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร เพราะใช้งานง่ายและสะดวก
          แต่จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า หากนำกล่องโฟมไปใช้บรรจุอาหารที่ร้อนจัดและอาหารทอดที่มีน้ำมัน หรือไขมันเป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวผัด ข้าวกะเพราไข่ดาว ผัดไทย หอยทอด จะทำให้เกิดการปล่อยสารเคมีบางชนิดออกมา ได้แก่ สไตรีน (Styrene) และเบนซีน (Benzene)
          สารสไตรีนนี้มีผลต่อร่างกาย เมื่อถูกผิวหนังหรือเข้าตาจะทำให้ระคายเคือง สูดดม เข้าไปจะมีอาการไอ และหายใจลำบากและมีผลกระทบต่อร่างกายระยะยาว
          ส่วนเบนซีนมีความเป็นพิษสูงและเป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าดื่มหรือกินอาหารที่มีเบนซีนปนเปื้อนจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากกระเพาะถูกกัดกร่อน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หัวใจเต้นแรง และอาจเสียชีวิตได้
          นอกจากนี้ภาชนะโฟมใช้เวลาในการย่อยสลายนาน ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงขอความร่วมมือจังหวัดต่างๆ ให้รณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้
          อย่างไรก็ตาม หลังจากหลายพื้นที่เริ่มรณรงค์ กลับมีข้อมูลอีกชุดจาก รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ชื่อ "Jessada Denduangboripant" รศ.เจษฎาระบุว่า อาจไม่ใช่อย่างที่เข้าใจทั้งหมด เพราะกล่องโฟมหรือภาชนะโฟมที่เราใช้กันนั้นเป็น "โพลีสไตรีน" ซึ่งเป็นโพลีเมอร์ของสารสไตรีนโมโนเมอร์มาเรียงต่อกัน
          สารสไตรีนโมโนเมอร์เดี่ยวๆ นั้น ถูกต้องว่าถ้าร่างกายได้รับเข้าไปจะเป็นอันตรายได้หลายอย่าง แต่เมื่อมันมาจับกันเป็น "โพลีสไตรีน" แบบกล่องโฟมแล้ว มันจะเสถียรสูงมาก มีคุณสมบัติทนทาน เบา เอามาเป่าขึ้นรูปง่าย ทนกรด ทนด่างได้ดี ทนความร้อนดี ถ้าจะห่วงเรื่องว่ากล่องโฟมจะมีสารสไตรีน ก็อาจมีได้บ้างเฉพาะที่หลงเหลือมากับการผลิต ซึ่งตามมาตรฐานการผลิตมีการควบคุมให้มีน้อยมาก หรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
          ส่วนที่กลัวว่าเวลาใช้จะมีสารสไตรีนออกมาหรือไม่ มีงานวิจัยระบุว่า ถ้าเอาโฟมโพลีสไตรีนไปทำแก้วใส่น้ำร้อนๆ ก็จะมีสิทธิที่ทำลายพันธะทางเคมีให้สารสไตรีนโมโนเมอร์ออกมาได้ แต่พบว่าน้อยมาก
          คือพบเพียงแค่ 1 ใน 1,000 เท่าของเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น
          กรณีที่ระบุว่าหากกินอาหารที่ใส่ในกล่องโฟมนานวันจนถึง 10 ปี จะเสี่ยงเป็นมะเร็ง 6 เท่านั้นยังไม่มีแหล่งอ้างอิงยืนยันในฐานะผู้บริโภค แล้วจะเชื่อใครดี? งานนี้ ร้อนถึง สธ.ที่ถูกพาดพิง และต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริง
          นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลสนับสนุน รศ.เจษฎาว่า ถือว่าถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ เพราะข้อเท็จจริงข้อมูลจากสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คือ กล่องโฟมผลิตจากโพลีสไตรีน มีอากาศเป็นองค์ประกอบร้อยละ 95 และมีโพลีสไตรีน ร้อยละ 5 พบว่าหากกระบวนการผลิตมีสาร สไตรีนตกค้าง และเมื่อนำกล่องโฟมไปบรรจุอาหารที่มีไขมันและมีอุณหภูมิสูง อาจมีโอกาสเกิดการปนเปื้อนของสารเคมีตัวนี้ได้ แต่เปอร์เซ็นต์น้อยมากๆ จุดนี้จึงไม่น่ากังวลมาก
          แต่ที่กังวลกันคือ เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะกล่องโฟมย่อยสลายยากมากจนเป็นปัญหา และนำไปสู่การรณรงค์หลีกเลี่ยงการใช้กล่องโฟม แต่การพูดถึงผล กระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวอาจทำให้ผู้บริโภคไม่ตระหนัก เมื่อมีประเด็นเรื่องสุขภาพด้วย แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็มีผลในเชิงให้คนหันมาใช้วัสดุอื่นๆ แทนกล่องโฟมได้
          ด้าน นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย สธ. ให้ข้อมูลว่า ประเด็นที่ว่าโฟมเชื่อมโยงกับมะเร็งโดยตรงนั้น ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ วัสดุโฟมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีสารสไตรีน ซึ่งจะออกมาปนเปื้อนกับอาหารเมื่อถูกความร้อนหรือความมันในเกณฑ์มาตรฐาน 1,000 มิลลิกรัม (มก.) อาจจะละลายปนเปื้อนออกมา 300-400 มก. ถ้ากินอาหารที่มีสารสไตรีนปนเปื้อนอยู่เรื่อยๆ สารตัวนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง แม้จะเป็นปริมาณน้อย แต่ด้วยปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่สะสม ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงได้
          สารสไตรีนอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อร่างกายได้หากสัมผัสสารที่มีความเข้มข้นสูง การบริโภคอาจจะไม่ส่งผลเท่าใด แต่ผู้ที่ต้องผลิตกล่องโฟมหรือผู้ที่ต้องทำลายกล่องโฟมจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง อาทิ การเผาหากกระบวนการกำจัดขยะไม่ได้มาตรฐาน ควันจากการกำจัดโฟมก็จะฟุ้งกระจายส่งผลกระทบต่อร่างกาย เป็นต้น
          นพ.ดนัยยังกล่าวถึงภาชนะอื่นๆ ที่มาทดแทนโฟม เช่น กล่องชานอ้อย ถ้ามองในแง่ของสิ่งแวดล้อม กล่องชานอ้อยสลายได้ง่ายกว่า แต่ก็ยังมีราคาสูงกว่ากล่องโฟม ส่วนจะมีอันตรายน้อยกว่าหรือไม่หากนำไปบรรจุ อาหาร ยังเป็นเรื่องที่กรมอนามัยต้องเก็บข้อมูล และเฝ้าระวังต่อไปว่ากล่องชานอ้อยจะมีสารตัวใดที่ละลายออกมาบ้างหรือไม่
          ขณะที่ รศ.กรรนิการ์ ฉัตรสันติประภา อาจารย์สาขาวิชาเภสัชเวท และพิษวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า ได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารจากกล่องโฟม
          สรุปว่า พลาสติกหรือกล่องโฟม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากโพลีเมอร์ คือเอาสารไฮโดรคาร์บอนโมเลกุลเล็กๆ มาต่อกันจนกระทั่งเป็นสายโมเลกุล ตัวโพลีเมอร์จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องก่ออันตราย
          แต่ปัญหาคือในการผลิตจะมีส่วนที่ปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ ไฮโดรคาร์บอนตัวเล็กๆ ไม่สามารถรวมตัวกัน อาจทำให้มีเศษหลงเหลืออยู่ในภาชนะ
          จุดนี้จึงน่ากังวล เพราะยิ่งถูกความร้อน พวกน้ำมันก็มีโอกาสที่สารเคมีปนเปื้อนจะออกมา
          อาหารกล่อง "โพลีสไตรีน" จึงรับประทานได้ ไม่อันตราย แต่ต้องเป็นกล่องโฟมที่ได้มาตรฐานเท่านั้น

 

ที่มา : กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

http://www.hed.go.th/news/4829

มติชน ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559 

http://fsv2.iqnewsclip.com/C-160612020072.pdf?transid=b24c45dd12ae47eda283ad38df1e16d2&productname=iqnewsalert




หน่วยงานภายในโรงพยาบาลแพร่

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558-2563 พัฒนาโดย งานระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์ กลุ่มงานสารสนเทศทางการแพทย์
โรงพยาบาลแพร่ 144 ถ.ช่อแฮ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ 54000
โทรศัพท์ 0-5453-3500 (อัตโนมัติ), โทรสาร 0-5451-1096
E-mail : webmaster_phos@hotmail.com

สถิติผู้เยี่ยมชม
» 44 วันนี้    » 526 เมื่อวาน    » 0 เดือนนี้    » 15,910 เดือนที่แล้ว
» 124,546 ปีนี้    » 105,685 ปีที่แล้ว    » 230,231 ทั้งหมด
Record: 44 (01/10/2563)