บทความเรื่อง : งานวิจัยเรื่อง:การใช้แนวคิด Enesgise For Excellenu (E4E) เพื่อเพิ่มการปฏิบัติตาม Bundles และลดอัตราการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับคาสายสวนปัสสาวะ(ปี2556)   บันทึกเมื่อ 19/06/2017 (จำนวนผู้เข้าชม 754 ครั้ง)

การใช้แนวคิด Enesgise For Excellenu (E4E) เพื่อเพิ่มการปฏิบัติตาม Bundles และลดอัตราการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับคาสายสวนปัสสาวะ

ปริญญา   ประสานจิตร 

งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล  โรงพยาบาลแพร่       

บทคัดย่อ

ความเป็นมา :การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นปัญหาสำคัญในสามอันดับแรกของการติดเชื้อในโรงพยาบาลสูงถึงร้อยละ 40 และเป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล ถึงแม้ว่าได้นำหลักฐานเชิงประจักษ์  และยึดข้อกำหนดของ CDC  มากำหนด Bundles มาใช้เพื่อเน้นการปฏิบัติเพื่อลดการติดเชื้อ  แต่ยังพบว่าบุคลากรมีการปฏิบัติไม่ครอบคลุมตามแนวปฏิบัติ  ได้มีการวิจัยถึงการพัฒนาคุณภาพโดยใช้กรอบแนวคิด Energise for Excellence (E4E) พบว่าลดความเสี่ยงสำคัญของโรงพยาบาลที่สำคัญ  เช่น  แผลกดทับ  การพลัดตกหกล้ม  และการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะได้

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องของการปฏิบัติและอัตราการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับคาสายสวนปัสสาวะระหว่างช่วงเลาก่อนและหลังการใช้แนวคิด  Energise for Excellence (E4E)

รูปแบบการศึกษา: Intervention แบบ Interrupted time series

สถานที่ศึกษา: หอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลแพร่ 

วิธีการศึกษา: ศึกษาในพยาบาลวิชาชีพทุกคนที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยอายุกรรม  ที่ทำการสวนปัสสาวะและดูแลผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ  ก่อนการใช้แนวคิด  Energise for Excellence (E4E) รวบรวมข้อมูลความถูกต้องของการปฏิบัติ และอัตราการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับคาสายสวนปัสสาวะ ภายหลังการใช้กรอบแนวคิด Energise for Excellence (E4E) 3เดือนและ 6 เดือน  ทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะ  ให้ความรู้แก่พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยอายุรกรรมใน 3 เดือนแรก  และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและกำหนดนโยบาย/แนวปฏิบัติต่างๆ  กำหนด  Bundle และกำหนด Care pathway ในการป้องกันการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะเพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา   กำหนดแบบฟอร์มการบันทึกต่างๆ เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูล นำ Bundles  สู่การปฏิบัติ  Clinical  audit,  feedback และ coaching เพื่อติดตามกำกับการปฏิบัติ  และประเมินความพึงพอใจต่อการดำเนินการวิจัย เปรียบเทียบกลุ่มที่ศึกษาด้วย Exact probability test  และ nonparametric test for trend

ผลการศึกษา: จากการติดตามความถูกต้องของการปฏิบัติในช่วงก่อนใช้แนวคิด  และหลังใช้แนวคิดในเดือนที่ 3  และเดือนที่ 6 ใน Bundle ที่ 1 การสวนปัสสาวะ มีการปฏิบัติถูกต้องเพิ่มขึ้นในทุกกิจกรรม  ยกเว้น  การล้างมือก่อนและหลังจากการสวนปัสสาวะ  Bundle ที่ 2 การดูแลผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะมีการปฏิบัติถูกต้องเพิ่มขึ้นทุกกิจกรรม  ยกเว้น การระบายปัสสาวะเป็นระบบปิดตลอดเวลา  Bundle ที่ 3  การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ และใน Bundle ที่ 4 การเทน้ำปัสสาวะ  มีการปฏิบัติถูกต้องเพิ่มขึ้นในทุกกิจกรรม  ในเดือนที่ 3 และ 6 อัตราการติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงจาก ก่อนการใช้แนวคิด  คือจาก 13.9 ต่อ 1000 วันที่คาสายสวนปัสสาวะ  เป็น 10.1  และ  7.3 ต่อ 1000 วันที่คาสายสวนปัสสาวะตามลำดับ (p=.033) ในช่วงที่ศึกษามีปัญหาที่ทำให้การปฏิบัติกิจกรรมการล้างมือไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจาก  มีปัญหาในการจัดหาสบู่และแอลกอฮอล์เช็ดมือ

ข้อยุติ: กรอบแนวคิด Energise for Excellence (E4E) มีผลต่อการต่อเพิ่มการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะและลดอัตราการติดเชื้อได้

 
 
 
 
เชื่อมโยงภายใน
- บุคลากร
- ข่าวประชาสัมพันธ์
- เอกสารดาวน์โหลด
- ผู้ดูแลเว็บไซต์

- งานวิจัยและวิชาการ
- รูปกิจกรรม
- วิดีโอกิจกรรม
กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลแพร่
ชั้น 7 ตึกผู้ป่วยนอก8ชั้น
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ  8714, 8715
ติดต่อผู้ดูแล webmaster_phos@hotmail.com

เว็บไซต์นี้ขับเคลื่อนโดย NKINFOWEB V3